
บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6
วัน ศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
สรุปบทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยของตนเอง
6 พฤติกรรมยอดเเย่ ที่ส่งผลต่ออนาคต
1.คาบขวดนม ถ้าพ่อเเม่ไม่อยากให้ลูกติดควรนม เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมควรให้กินนมจากกล่อง เพื่อปกกันการผุของฟัน
2. ดูดนิ้วมือ การดูดนิ้วเป็นเรื่องปกติของเด้กในเเต่ละช่วงวัย เมื่ือถึงเวลาที่เหมาะสมควรหาวิธีปกกันเช่นทาเล็บสวยๆให้ หากิจกรรมเบียงเเบนความสนใจจากการดูดนิ้ว
3. การเลือกกินอาหาร ไม่ควรถามว่าลูกกินไหม ชอบไหม เเต่ควรเปลี่ยนเป็นลองไหม่สีสวยนะ น่าจะอร่อย
4. เเคะขี้มูก ไม่ควรปล่อยให้น้ำมูกเเห้งจนเเข็งเพราะลูกจะเเคะจนบาดเจ็บ ควรเช็ดน้ำมูกให้ก่อนจะเเข็งเป็นก้อน
5. นอนกัดฟัน ถ้าลูกมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาเเละพบเเพทย์
6. กินเเต่ขนมตลอดทั้งวัน พ่อเเม่ควรเเบ่งหรือทำตารางเวลา อาหารหลักเเต่อาหารกินเล่นไม่ควรกินขนมมากจนเกินไป
สรุปบทความเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยของเพื่อน
นางสาว วริศรา ศุภธนาทรัพย์ * พฤติกรรมเด็กเเรกเกิด-3 ปี หนุทำเเบบนี้พ่อเเม่ควรรับมือเเบบไหน *
สรุป
วัย 0-12 เดือน วัยนี้จะเอาทุกอย่างเข้าปาก เเละเมื่อลูกร้องไห้ เพราะลูกต้องการบางสิ่งบางอย่าง
วัย 0-12 เดือน วัยนี้จะเอาทุกอย่างเข้าปาก เเละเมื่อลูกร้องไห้ เพราะลูกต้องการบางสิ่งบางอย่าง
พ่อเเม่ควรเอาใจใส่เพราะเขาพึ่งจะออกมาพบโลกใบใหม่
วัย 1-2 ขวบ มีปฏิสัมพันธุ์ เเต่ยังไม่เข้าใจเจตนาของตน มีความอยากรุอยากเห็น ยังไม่รู้จักเเบ่งปัน
พ่อเเม่ควรชื่นชม เเละบอกว่าสิ่งไหนควรเเละไม่ควรวัย 3 ขวบ เมื่อผิดหวังเริ่มเอาเเต่ใจ ไม่รู้ว่าสิ่งไหนคือความเชื่อหรือความจริงไม่เข้าใจเรื่อง
ของการเเบ่งปัน พูดตะกุกตะกักเมือจะสื่อสาร พ่อเเม่ควรสนับสนุนให้ลูกตัดสินใจตัวตนเอง ตั้งกฏกติกาให้มากขึ้น เเละใช้คำว่าไม่ให้อ่อนดยนที่สุด
นางสาวพัชริดา โป๊ะประนม * 10 วิธีปรับพฤติกรรมเด็กดื้อเด็กซน *
สาเหตุของพฤติกรรมดื้อซน
1. พัฒนาการตามวัย เมื่อเด็กเติบโตเข้าสู่ขวบปีที่สอง เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ต้องการความเป็นอิสระมากขึ้น
2. พื้นฐานอารมณ์ เด็กแต่ละคนจะมีนิสัยหรือพื้นฐานอารมณ์ที่แตกต่างกันไป บางคนเรียบร้อยแต่บางคนกลับค่อนข้างซุกซน เป็นต้น
3. สิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องสำรวจสิ่งแวดล้อมด้วยว่ามีอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นหรือส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่ เช่น ในสถานที่เลี้ยงเด็กซึ่งแออัด มีเด็กมากเกินไป
4. ความสามารถในการเรียนรู้ เด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ แม้ว่าในขณะนี้เด็กอาจจะยังไม่เข้าใจหรือไม่สามารถปฏิบัติตามที่ผู้ใหญ่สอนได้ทุกอย่างก็ตาม
5. ปัญหาทางอารมณ์จิตใจ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม ปล่อยปละละเลย ขาดความรัก ความอบอุ่น อาจแยกตัวไม่สนใจใคร หรือก้าวร้าว แย่งของเล่น ทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
10 วิธีปรับพฤติกรรมเด็ก
1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น
2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น
3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ
4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน
5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำ
พฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์
9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง
3. สิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูเด็กจำเป็นต้องสำรวจสิ่งแวดล้อมด้วยว่ามีอะไรที่เป็นตัวกระตุ้นหรือส่งผลต่อพฤติกรรมเด็กหรือไม่ เช่น ในสถานที่เลี้ยงเด็กซึ่งแออัด มีเด็กมากเกินไป
4. ความสามารถในการเรียนรู้ เด็กทุกคนมีศักยภาพในการเรียนรู้ แม้ว่าในขณะนี้เด็กอาจจะยังไม่เข้าใจหรือไม่สามารถปฏิบัติตามที่ผู้ใหญ่สอนได้ทุกอย่างก็ตาม
5. ปัญหาทางอารมณ์จิตใจ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างไม่เหมาะสม ปล่อยปละละเลย ขาดความรัก ความอบอุ่น อาจแยกตัวไม่สนใจใคร หรือก้าวร้าว แย่งของเล่น ทำร้ายผู้อื่นเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ
10 วิธีปรับพฤติกรรมเด็ก
1. ปรับสิ่งแวดล้อม ผู้เลี้ยงดูควรปรับสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัยสำหรับเด็ก เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น
2. จัดกิจวัตรประจำวันให้สม่ำเสมอ เช่น จัดตารางการกิน การนอนให้เป็นเวลา เพื่อช่วยให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น
3. เบี่ยงเบนความสนใจ เป็นวิธีที่ได้ผลดีในเด็กเล็ก เพราะเด็กยังมีความสนใจ
4. ชี้แนะ โดยการบอกหรือสอนให้เด็กรู้ว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ และหาทางออกให้เด็กรู้ด้วยว่าควรทำอย่างไรแทน
5. ไม่สนใจหรือเพิกเฉย ใช้เพื่อหยุดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ โดยที่พฤติกรรมนั้นต้องไม่เป็นอันตรายต่อตัวเด็กเอง ต่อผู้อื่นหรือสิ่งของ
6. การให้ได้รับผลตามธรรมชาติและการให้รับผิดชอบผลของการกระทำ จะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเองต่อไป
7. การเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับเด็ก อย่างที่กล่าวแล้วข้างต้น
8. การแยกให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว (Time out) ใช้ได้ผลดีในเด็กอายุประมาณ 2-10 ปี เมื่อเด็กทำ
พฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้เด็กแยกออกมาอยู่ตามลำพังชั่วคราวเพื่อสงบอารมณ์
9. การให้แรงเสริมทางบวก คือการให้คำชมเชยผ่านทางคำพูดหรือการแสดงออกทางสีหน้า ท่าทาง เช่น การโอบกอด
10. การลงโทษ (Punishment) โดยทั่วไปไม่ควรใช้การลงโทษเป็นวิธีแรกหรือบ่อยๆ เพราะจะทำให้เด็กไม่เข้าใจ เสียความสัมพันธ์ต่อกันได้ ควรเลือกใช้วิธีลงโทษเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง
นางสาววิลัยพร ไชยสุระ * แก้ปัญหาเด็กเลือกกิน *
วิธีการ
1. กินอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา
เวลาอาหารถือเป็นเวลาที่อบอุ่นสำหรับครอบครัว การได้กินอาหารพร้อมกันเป็นการสร้างบรรยากาศที่ลูกจะซึมซับความอบอุ่น มีโอกาสได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ลูกอาจได้รับเสียงชมและเชียร์เวลาที่กินข้าวได้หลายคำ
2. ควรกินอาหารเป็นเวลา
ตามมื้ออาหาร อย่างสม่ำเสมอจนเกิดความเคยชิน เพราะจะทำให้เด็กได้เรียนรู้ว่าเวลานี้คือเวลาที่ต้องกินข้าวแล้ว และระหว่างกินอาหารไม่ควรทำสิ่งอื่น เช่น เปิดโทรทัศน์ไปด้วย
3. จำกัดปริมาณให้พอเหมาะ
การเตรียมอาหารให้มีขนาดชิ้นเล็กพอดีคำ เคี้ยวง่าย ก็สำคัญ เพราะอาหารที่มีขนาดใหญ่เกินไป หรือปริมาณเยอะไป อาจทำให้เด็กไม่อยากกินเพราะกลัวกินไม่หมด
4. ปรับเปลี่ยนเมนูบ้าง
การจะฝึกให้ลูกกินอาหารชนิดใหม่ ๆ ควรจะค่อย ๆ เริ่มทีละน้อย และเวลาที่ให้ลูกกินควรบอกลูกว่า สิ่งนี้ชื่ออะไร อาจจะใช้ตัวละครในนิทานมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาหารหรือผลไม้ที่กำลังจะกินนั้น ๆ ให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น
5. พ่อแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก
เพราะลูกจะเลียนแบบพ่อแม่ทุกเรื่องแม้กระทั่งเรื่องกินก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วถ้าพ่อแม่กินอะไรหรือไม่กินอะไร ลูกก็จะมีพฤติกรรมการกินในแบบเดียวกัน
นางสาวธนาภรณ์ วงศ์คำหาญ * การฝึกพฤติกรรมและแก้ไขการพูดในเด็ก *
ปัญหาเรื่องการพูดของลูกน้อย
นับเป็นปัญหาที่คุณแม่สามารถสังเกตได้ง่าย เช่น ลูกพูดช้า พูดไม่ชัด พูดภาษาแปลกๆ
1. ปัญหาด้านภาษา
ปัญหาด้านภาษาในเด็กที่พบบ่อย ได้แก่ ปัญหาพัฒนาการด้านภาษาล่าช้า สังเกตได้จากการที่เด็กไม่ทำตามคำสั่ง หรือบางครั้งก็ทำ บางครั้งก็ไม่ทำ
2. ปัญหาด้านพฤติกรรม
ปัญหาด้านพฤติกรรมมักเป็นปัญหาเรื่องความไม่นิ่งของเด็ก ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะในช่วงก่อนวัยเรียน ช่วงวัยนี้พัฒนาการของเด็กจะดำเนินไปอย่างก้าวกระโดด ดังนั้นการช่วยเหลือเด็กให้สามารถพัฒนาได้ตามศักยภาพของเขาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
3. ปัญหาด้านการพูด
เด็กที่มีความบกพร่องทางอวัยวะที่ใช้พูด เช่น เด็กปากแหว่งเพดานโหว่ เด็กที่มีเส้นยึดใต้ลิ้นสั้นกว่าปกติ เด็กที่มีปัญหาด้านการได้ยิน ภาวะอาการดังกล่าวทำให้เด็กมีปัญหาด้านการพูดได้ เช่น พูดช้า พูดไม่ชัด
เด็กที่ขาดการกระตุ้นที่เหมาะสมหรือขาดโอกาสในการพูด เช่น คุณพ่อคุณแม่ หรือพี่เลี้ยงปล่อยให้เด็กดูแต่โทรทัศน์ จึงทำให้เด็กไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพูด และในที่สุดจะส่งผลให้เด็กไม่พูด หรือพูดช้าได้ ส่วนกรณีที่เด็กพูดไม่ชัด การพูดไม่ชัด เช่น ออกเสียงพยัญชนะต้นเป็นเสียง “อ.อ่าง” หมด หรือ ออกเสียงแม่สะกดไม่ชัด เช่น “ ชอบกิน” เป็น “ชอบกิง” บางรายก็พูดเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้ หรือมีปัญหาการพูดติดอ่าง อาจเกิดจากการที่ไม่มีแบบอย่างการพูดที่ถูกต้อง หรือมีพี่เลี้ยงพูดไม่ชัด จึงทำให้เด็กพูดตามเสียงที่ได้ยินมาผิดๆ ซึ่งทำให้กระทบไปถึงบุคลิกของลูกด้วย
เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านสมอง ได้แก่ เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น และเด็กปัญญาอ่อน ซึ่งส่วนใหญ่เด็กกลุ่มนี้จะมีปัญหาด้านการพูด ปัญหาหลักที่พบในเด็กกลุ่มนี้นั้น จะอยู่ที่การมีความล่าช้าของพัฒนาการทางด้านภาษาที่ไม่สมวัย ร่วมกับการไม่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนในวัยเดียวกันได้
นายณัฐวุฒิ บุรินทร์สุวรรณ * ลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่ทำอย่างไรดี *
วิธีแก้ปัญหาลูกงอแงไม่อยากไปโรงเรียน
1. คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรแสดงอาการวิตกกังวล แต่ให้นิ่ง ๆ แสดงออกอย่างมั่นคงและอ่อนโยน ให้ลูกรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่หรือเรื่องที่น่ากลัวอะไร
2. คุณพ่อคุณแม่ควรไปรับส่งลูกด้วยตัวเอง เพื่อให้เขารู้สึกมั่นคง ปลอดภัย
3. คุณพ่อคุณแม่อาจชวนลูกคุยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ขณะแต่งตัวไปโรงเรียน โดยอาจบอกลูกถึงเหตุผลที่ต้องไปโรงเรียนให้เด็ก ๆ ทำความเข้าใจ
4. เมื่อไปถึงโรงเรียนแล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรบอกเวลาที่จะมารับเขาให้ชัดเจน ด้วยน้ำเสียงมั่นคง และควรมาตามสัญญาเสมอ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น